วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตับอ่อน (Pancreas)

                    ตั้งอยู่ที่ด้านบนซ้ายของช่องท้อง โดยวางตัวจากส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (Duodenum) ถึงม้าม (Spleen) และด้านหลังของกระเพาะ (Stomach) มีลักษณะค่อนข้างแบน มีความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร ตับอ่อนทำหน้าที่ทั้งเป็นต่อมมีท่อคือการสร้างน้ำย่อยไปที่ลำไส้เล็กและเป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจะรวมกันเป็นกลุ่ม มีชื่อว่าไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islets of Langerhans) มีปริมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อตับอ่อนทั้งหมด









1.ฮอร์โมนที่สร้างจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์

   แหล่งสร้าง : จากเบต้าเซลล์ ( beta cell ) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่รอบนอกของกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลง-
                        เกอร์ฮานส์ ( ดูภาพด้านบน )
   อวัยวะเป้าหมาย : ตับ , กล้ามเนื้อ
   หน้าที่ : ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ 80 - 100 มิลลิกรัม / 100 ลบ.ซม.) โดย
                เพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ตับ กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อ
                เปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน (โมเลกุลของคาร์โบไฮเดรตที่สร้างจากกลูโคส) เก็บสะสมไว้
                ภายในเซลล์
    ความผิดปกติ : ทำให้เกิดโรคเบาหวาน( diabetes mellitus)โรคนี้เกิดจากตับอ่อนสร้าง ฮอร์โมน
                              อินซูลิน(lnsulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ทำให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อไม่สามารถ
                              เปลี่ยนกลูโคสในเลือดให้เป็นไกลโคเจนเก็บสะสมไว้ภายในเซลล์ได้จึงเกิดการสะสม
                              ของน้ำตาลในเลือดเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดมีมากเกินปกติก็จะถูกไตขับออกมาใน
                              ปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน หรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่าเบาหวาน
    อาการของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน1.) มักจะมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมา
                                                               ทางไตจะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ
                                                               เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องดื่มน้ำบ่อย
                                                          2.) ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมา
                                                               เผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทนทำให้ความเป็นกรดใน
                                                               เลือดสูงกลไกการหายใจผิดร่างกายผอม ไม่มีไขมัน
                                                               กล้ามเนื้อฝ่อ
                                                          3.) การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้อวัยวะต่าง ๆเกิดความ
                                                               ผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย เช่น โรคตาต้อหิน
                                                               โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันเลือดสูง
                                                          4.) ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ทำให้เป็นโรคความ-
                                                               ดันโลหิต สูง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบ
                                                               แข็งเลือดไปเลี้ยงเท้า ไม่พออาจทำให้เท้าเย็น เป็นตะคริว
                                                               หรือปวดขณะเดินมากๆ หรืออาจทำให้ เป็นแผลหายยากหรือ
                                                               เท้าเน่า (ซึ่งอาจเกิดร่วมกับการติดเชื้อ)
                                                          5.) เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น วัณโรค
                                                               กระเพาะปัสสาวะอับเสบ ,กรวยไตอักเสบ กลาก โรคเชื้อรา ช่อง-
                                                               คลอดอักเสบ (ตกขาวและคันในช่องคลอด) เป็นฝี หรือ พุพอง
                                                               เท้าเป็นแผล ซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่า (อาจต้องตัดนิ้วหรือตัดขา)
2.ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon)
   แหล่งที่สร้าง : จากแอลฟาเซลล์ (Alpha cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ส่วนในและเป็นเซลล์ส่วนใหญ่ของกลุ่
                          เซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์
   อวัยวะเป้าหมาย : ตับ , กล้ามเนื้อ
   หน้าที่1.) กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยนไกลโคเจนให้เป็นกลูโคสปล่อยเข้าสู่กระแส
                    เลือด 
               2.) เพิ่มการสังเคราะห์กลูโคสจากกรดอะมิโนและกรดไขมัน

                    การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด จะเป็นสัญญาณยับยั้งหรือกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและกลูคากอนจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ และผลจากการทำงานของฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด
อยู่ในสภาวะปกติเสมอ

สมองส่วนไฮโพทาลามัส (Hypothalamus)

                    เป็นส่วนหนึ่งของสมองที่เป็นฐานสมอง โดยด้านบนติดต่อกับทาลามัส ด้านล่างติดต่อกับก้านสมอง ภายในไฮโพทาลามัสประกอดไปด้วยเซลล์ประสาทมากมานและมีเส้นประสาทเชื่อมต่อกับสมองส่วนอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาท นอกจากนั้นไฮโพทาลามัสยังทำหน้าที่ผลิต และหลั่งฮอร์โมนหลายชนิด
                    ภายในไฮโพทาลามัสจะมีเซลล์ประสาทที่ผลิตฮอร์โมนกลุ่มแรกจะผลิตฮอร์โมน 2 ชนิด คือ          วาโซเพรสซิน และออกซิโทซิน ซึ่งจะถูกลำเลียงไปตามแอกซอน และถูกเก็บไว้บริเวณปลายแอกซอนที่อยู่ในต่อมใต้สมองส่วนหลัง เมื่อเซลล์ประสาทดังกล่าวถูกกระตุ้นก็จะปลดปล่อยฮอร์โมนออกมา ซึ่งจะถูกดูดซึม และลำเลียงตามกระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย
                    เซลล์ประสาทที่ผลิตฮอร์โมนภายในไฮโพทาลามัสอีกกลุ่มหนึ่งจะทำหน้าที่ผลิต และหลั่งฮอร์โมนที่จะควบคุมการหลั่ง หรือยับยั้งฮอร์โมนแต่ละชนิดจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ที่มา : http://sites.google.com/site/chawissil/hxrmon-cak-hi-pho-tha-lama-s

ต่อมไพเนียล (Pineal gland)

                     เรียกอีกชื่อว่า ต่อมเหนือสมอง (Epiphysis) อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างรอยต่อของสมองส่วนซีรีบรัมซ้ายและขวา ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมนี้คือ ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) โดยเมลาโทนินจะไปยับยั้งการเจริญของรังไข่และอัณฑะ และไปยับยั้งการหลั่งโกนาโดโทรฟิน ทำให้การเติบโตเป็นหนุ่มสาวช้า ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งนํ้าและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด พบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินมีผลทำให้สีผิวของสัตว์มีสีจางลง โดยต่อมไพเนียลจะทำหน้าที่เป็นกลุ่มเชลล์รับแสงคล้าย ๆ เนื้อเยื่อเรตินาของ ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำงานตรงข้ามกับฮอร์โมน MSH จากต่อมใต้สมองส่วนกลาง ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ต่อมนี้ยังทำหน้าที่เป็นกลุ่มเซลล์รับแสงคล้ายเนื้อเยื่อเรตินาของนัยน์ตาอีกด้วย

ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)

                        มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว มีจำนวน 4 ต่อม ฝังอยู่ด้านหลังของต่อมไทรอยด์ข้างละ 2 ต่อม เป็นต่อมไร้ท่อที่สำคัญต่อชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่พบในปลา และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมนี้คือ พาราทอร์โมน (Parathormone)





ฮอร์โมนจากต่อมพาราไทรอยด์


1.พาราทอร์โมน (Parathormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสใน
    เลือด และเนื้อเยื่อให้ปกติ ช่วยให้ไตและลำไส้เล็กดูดแคลเซียมกลับคืนได้มากขึ้น โดยทำงานร่วมกับ
    วิตามิน ซี และ ดี ทำหน้าที่ควบคุมแคลเซียม กับ Calcitonin
หน้าที่ : รักษาระดับสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายให้คงที่ คือ 10 Mg/เลือด 100 c.c.โดย
             ทำงานตรงข้ามกับแคลซิโทนิน คือ ละลายแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด
2.ความผิดปกติของฮอร์โมนพาราทอร์โมน
    1.)ระดับฮอร์โมนต่ำเกินไป : จะเกิดสภาวะ เรียกว่า ไฮโปพาราไทรอยดิสซึม (Hypoparathyroidism)
                                                 ทำให้การดูดแคลเซียมกลับที่ท่อของหน่วยไตลดน้อยลง มีฟอสฟอรัสมาก
                                                 ขึ้น ทำให้เกิดตะคริวชักกระตุก กล้ามเนื้อเกร็ง เรียกการเกิดนี้ว่า Tetany
                                                 แก้โดย ลดอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงๆ และเพิ่มแคลเซียมหรือฉีดวิตามิน D
     2.)ระดับฮอร์โมนสูงเกินไป : จะเกิดสภาวะที่เรียกว่าไฮเปอร์พาราไทรอยด์ดิสซึม 
                                                  (Hyperparathyroidism) มีผลให้มีการดึงฟอสฟอรัสออกจากเลือด
                                                   แคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกและฟันเข้าสู่กระแสเลือด แคลเซียมใน
                                                   เลือดสูงกว่าปกติ กระดูกผิดปกติ กระดูกบาง ฟันหักและผุง่าย
3.วิธีป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งและชักกระตุก
                        อาจทำได้โดยเลือกกินอาหาร ที่มีฟอสฟอรัสน้อย หรือเพิ่มเกลือแคลเซียม หรือกินวิตามิน 
    D สม่ำเสมอ เพื่อทำให้ลำไส้เล็กสามารถดูดแคลเซียมกลับได้ดีขึ้น (วิตามิน D ทำงานร่วมกับฮอร์โมน
    พาราทอร์โมน)
                        ฮอร์โมนพาราทอร์โมน จะทำงานร่วมกับคัลซิโตนิน เพื่อรักษาระดับสมดุลของ แคลเซียม
    และฟอสฟอรัสในร่างกายให้คงที่ โดยแคลซิโทนินจะช่วยลด แคลเซียมไอออน ในเลือดแต่พาราทอร์-
    โมนช่วยเพิ่ม แคลเซียมไอออนในน้ำเลือด ถ้าร่างกายขาดพาราทอร์โมน จะทำให้ตายในระยะเวลาอัน
    สั้น ถือว่าเป็นฮอร์โมนที่สำคัญต่อชีวิตมาก เนื่องจากมีผลต่อการทำงานของหัวใจ การทำงานของ
    กล้ามเนื้อ และการส่งกระแสประสาท 

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)

                      เป็นต่อมไร้ท่อซึ่งอยู่บริเวณลำคอ อยู่ด้านหน้าของกล่องเสียง ติดกับฐานของคอหอยเป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในคนปกติมีน้ำหนักประมาณ 25 กรัม แบ่งออกเป็น 2 พูและเชื่อมกันตรงกลาง ด้วยส่วนที่เรียกว่าคอคอดหรืออิสมัส (Isthmus)  ต่อมไทรอยด์ สร้างฮอร์โมน ที่สามารถดึงไอโอดีนจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ได้ ต่อมไทรอยด์ จะประกอบด้วยถุงหุ้มที่เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เรียกว่า ไทรอย-ด์ฟอลลิเคิล (Thyroid follicle) ซึ่งเป็นที่สร้างและหลั่ง ฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) ซึ่งมีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ  แล้วเก็บไว้ในของเหลว ที่อยู่ตรงกลางเรียกว่า คอลลอยด์ (Colloid cell) นอกจากนั้นในต่อมไทรอยด์ ยังพบกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์ซี (C-cell) หรือ เซลล์พาราฟอลลิคูลาร์ (Parafollicular cell) เป็นเซลล์ที่แทรกอยู่ ในระหว่างไทรอยด์ฟอลลิเคิลของต่อมไทรอยด์ซึ่งสร้าง ฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitonin)




ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไทรอยด์


1.ฮอร์โมนไทรอกซิน
   แหล่งที่สร้าง : ไทรอยด์ฟอลลิเคิล
   อวัยวะเป้าหมาย : อวัยวะในร่างกายทั่วไป
   อาการขาดฮอร์โมนไทรอกซิน : 1.) เด็ก : ในทารกแรกเกิดมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตมากโดย
                                                                   เฉพาะการเจริญเติบโตของสมองพัฒนาการทาง ด้านสติ
                                                                   ปัญญาด้อยมาก ปัญญาอ่อน แขน ขาสั้น หน้าและมือบวม ผิว
                                                                   หยาบแห้ง ผมบาง ไม่เจริญเติบโต รูปร่างเตี้ยแคระซึ่งแตกต่าง
                                                                   จากเด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมน เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า โรคเอ๋อ หรือ
                                                                   เครทินิซึม (Cretinism) ซึ่งถ้าสามารถค้นพบปัญหานี้ได้อย่าง
                                                                   รวดเร็วและให้ไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่
                                                                   แรกเกิด พัฒนาการสามารถเป็นปกติได้ การขาดฮอร์โมนใน
                                                                   ช่วงปีแรกจะทำให้สมองถูกทำลายอย่างถาวร
                                                    2.) ผู้ใหญ่ : ส่งผลให้อัตราเมแทบอลิซึมลดน้อยลง เช่น อ่อนเพลีย
                                                                       เหนื่อยง่าย เซื่องซึม เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง
                                                                       ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย หัวใจเต้นช้า ทนหนาวไม่ได้ มี
                                                                       คอเลสเทอรอลสูงผิวหนังบวมน้ำ หน้าบวม อ้วน ทำให้น้ำ
                                                                       หนักเพิ่ม ผมและผิวแห้ง สมองจะทำงานช้าลง ปฏิกิริยา
                                                                       โต้ตอบช้าหรือถึงขั้นความจำเสื่อม ประจำเดือนผิด-
                                                                       ปกติ เรียกกลุ่มอาการดังกล่าวนี้ว่า มิกซีดีมา(Myxedema)
                                                                       ถ้าร่างกายได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะส่งผลให้มีการผลิต
                                                                       ไทรอกซินได้น้อย (Hypothyroidism) ทำให้ต่อมใต้สมองส่วน
                                                                       หน้าหลั่งไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์โมน (TSH) เพิ่มมากขึ้นเพื่อ
                                                                       ไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างฮอร์โมนไทรอกซินเพิ่มมาก
                                                                       ขึ้นจนต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ต่อมจะขยายขนาด
                                                                       โตขึ้นทำให้เกิดเป็น โรคคอพอก (Simple goiter)
   อาการฮอร์โมนไทรอกซินมากเกินไปในผู้ใหญ่เกิดอาการที่เรียกว่าไทรอยด์เป็นพิษหรือโรคคอพอกเป็น
                                                                           พิษ (Toxic goiter) จะทำให้ร่างกายมีอัตราการเกิดเม-
                                                                           แทบอลิซึมสูงกว่าปกติ อาการเหมือนมีการสร้างพลังงาน
                                                                           หรือกระตุ้นประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกินไป ได้แก่
                                                                           หงุดหงิด นอนไม่หลับ ตื่นเต้นง่าย มีการเผาผลาญโปรตีน
                                                                           มากทำให้อ่อนเพลีย เนื่องจากมีอัตราการเผาผลาญมาก
                                                                           จึงทำให้มีเส้นเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังมากเพื่อลดอุณหภูมิ
                                                                           ของร่างกาย  ทำให้กินจุ น้ำหนักลด มีการเคลื่อนไหวของ
                                                                           ลำไส้มาก ตัวอุ่นชื้นเนื่องจากเส้นเลือดแดงคลายตัว
                                                                           อาจมีอาการคอพอกแต่ไม่มากและตาโปน เนื่องจาก
                                                                           เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลังลูกตาอ่อนกำลังลง
    วิธีรักษา : ทำได้โดย กินยายับยั้งการสร้างฮอร์โมน ผ่าตัดเอาบางส่วนของต่อมออก กินไอโอดีนที่เป็น
                    สารกัมมันตรังสีเพื่อทำลายเซลล์ที่สร้างฮอร์โมน
2. ฮอร์โมนแคลซิโทนิน
    แหล่งที่สร้าง : สร้างจากเซลล์พาราฟอลลิคิวลาร์หรือเซลล์ซี
    อวัยวะเป้าหมาย : กระดูกท่อหน่วยไต และ ลำไส้เล็ก
    หน้าที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดให้ต่ำลงถ้าในเลือดมีระดับแคลเซียมสูง
                กว่าปกติ ทำได้โดย การเพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก และ 
                การลดการดูดแคลเซียมกลับจากท่อหน่วยไต (ขับแคลเซียมทิ้ง
                ทางน้ำปัสสาวะ)





ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)

              มีขนาดประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส แบ่งได้ 3 ส่วน คือ
1.ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior pituitary)
2.ต่อมใต้สมองส่วนกลาง (Interior pituitary)
3.ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior pituitary)

               ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง : มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันที่เรียกว่า Adenohypophysis ซึ่งสามารถสร้าง ฮอร์โมนได้เองดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยเดียวกันซึ่งถือได้ว่าเป็นต่อมไร้ท่อแท้จริง  
                  ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อประสาท ที่เรียกว่า Neurohypophysis


การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง

            ต่อมใต้สมองส่วนหน้า : เซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะสร้างฮอร์โมนได้ต้องถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนประสาทหรือ รีลีสซิ่งฮอร์โมน (Releasing hormone) ที่สร้างจากนิวโรซีครีทอรีเซลล์ (Neurosecretory cell) ที่มีตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสเสียก่อน










                ต่อมใต้สมองส่วนหลัง  : ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ จากสมองส่วนไฮโปทาลามัสมาสิ้นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาทออกมาสู่กระแสเลือดเข้าสู่เส้นเลือดที่มาเลี้ยงต่อมใต้สมองส่วนหลัง ดังนั้นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลังก็คือ ฮอร์โมนประสาทนั่นเอง 







ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

                ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าหรืออะดิโนไฮโปไฟซีส (Anterior pituitary gland หรือ Adenohypophysis) เป็นฮอร์โมนพวกโปรตีน ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ประเภทคือ กลุ่มแรกเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมนออกมาเรียกฮอร์โมนพวกนี้ว่าฮอร์โมนกระตุ้นซึ่งจะมีคำต่อท้ายว่า " trophic hormone, trophin หรือ stimulating hormone "  ได้แก่ 
1.โกรทฮอร์โมน (Growth hormone) เรียกย่อว่า GH หรือ โซมาโตโทรฟริน (Somatotrophin)
    เรียกย่อว่า STH 
    อวัยวะเป้าหมาย : อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อที่เป็นส่วนประกอบของ
    ร่างกายทั้งหมดโดยฮอร์โมนจะมีผลทำให้เซลล์เพิ่มการนำกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์และเพิ่มการ
    สังเคราะห์โปรตีนของเซลล์
    หน้าที่ : ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายทั่วๆไป
    ฮอร์โมนมากเกินไป :  1.) เด็ก : ทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายสูงผิดปกติเรียกว่า ไจแกนทิ-
                                                     ซึม (Gigantism) พบในวัยรุ่น ไม่ค่อยพบในวัยเด็ก อาจเกิดจาก
                                                     การที่มีเนื้องอกของเซลล์ที่สร้างฮอร์โมน หรือของไฮโพทาลามัส
                                                     ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนมากกว่าปกติ
                                      2.) ผู้ใหญ่ : ร่างกายจะไม่สูงใหญ่กว่าปกติมากนักแต่ส่วนที่เป็นกระดูก
                                                         ตามแขน ขา คาง กระดูกขากรรไกรและกระดูกแก้ม ยังตอบ
                                                         สนองต่อฮอร์โมนนี้อยู่ทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูกตาม
                                                         บริเวณใบหน้า นิ้วมือ นิ้วเท้า เรียกอาการดังกล่าวนี้ว่า
                                                         อะโครเมกาลี (Acromegaly)
    ฮอร์โมนน้อยเกินไป :  1.) เด็ก : ทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายน้อยผิดปกติเกิดลักษณะเตี้ย
                                                     แคระเรียกว่า Dwarfism
                                      2.) ผู้ใหญ่ : จะไม่มีอาการปรากฏเด่นชัดแต่พบว่าระดับน้ำตาลกลูโคสใน
                                                         เลือดจะต่ำกว่าคนปกติทำให้ร่างกายไม่สามารถทนต่อ
                                                         ความเครียดต่างๆทางอารมณ์ได้ และสมองอาจได้รับอันตราย
                                                         จากการขาดน้ำตาลกลูโคสไปเลี้ยงหากเป็นมากอาจถึงแก่
                                                         ชีวิตได้
2.ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมน (Follicle stimulating hormone) เรียกย่อว่า FSH กลุ่มสอง
   เป็นฮอร์โมนที่ไปมีผลต่ออวัยวะเป้าหมายโดยตรงไม่ได้กระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมน
   ในผู้ชาย อวัยวะเป้าหมาย : อัณฑะ และ หลอดสร้างอสุจิ
    หน้าที่ : กระตุ้นการเจริญของอัณฑะ และ หลอกสร้างอสุจิให้สร้างอสุจิ
     ในผู้หญิง อวัยวะเป้าหมาย : ฟอลลิเคิล ( follicle ) ที่อยู่ในรังไข่
    หน้าที่ : กระตุ้นการเจริญของฟอลลิเคิลและเพื่อให้ฟอลลิเคิลสร้างฮอร์โมนอีสโทรเจนซึ่งเป็น
                 ฮอร์โมนที่กระตุ้นการแสดงออกลักษณะของเพศหญิง

3.ลูทิไนซิง ฮอร์โมน (Luteinizing hormone) เรียกย่อว่า LH หรือ อินเตอร์สติเชียลเซลล์ สติ-
   มิวเลติงฮอร์โมน (Interstitial cell stimulating hormone) เรียกย่อว่า ICSH
   ในผู้ชาย อวัยวะเป้าหมาย : กลุ่มเซลล์อินเตอร์สติเชียล (Interstitial cell) หรือ เซลล์เลย์ดิก
   (Leydig cell) ที่แทรกอยู่ระหว่างหลอดสร้างอสุจิ
   ในผู้หญิง อวัยวะเป้าหมาย : ฟอลลิเคิล ( follicle ) ในรังไข่
   หน้าที่ : กระตุ้นการตกไข่จากฟอลลิเคิลและกระตุ้นให้เกิดคอปัสลูเทียมและสร้างฮอร์โมนโพร-
                เจสเทอโรนทำหน้าที่ร่วมกับฮอร์โมนเอสโทรเจน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่รังไข่และ
                มดลูกเพื่อรอรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ
4.โพรแลกทิน (Prolactin) เรียกย่อว่า PRL
    อวัยวะเป้าหมาย: เซลล์ต่อมน้ำนม
    หน้าที่ : กระตุ้นต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และขณะเลี้ยงทารกและพบว่าขณะ
                 ที่ทารกดูดนมแม่จะมีการกระตุ้นให้หลั่ง ฮอร์โมนนี้เพิ่มมากขึ้นทำให้มีน้ำนมเลี้ยงทารก
                 ตลอดเวลาแต่ถ้ามารดาที่ไม่ให้นมทารกการหลั่งฮอร์โมนนี้จะน้อยลงมีผลทำให้ต่อม
                 น้ำนมหยุดสร้างน้ำนม
5.อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟิก ฮอร์โมน (Adrenocortico trophic hormone)  เรียกย่อว่า ACTH
   อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมหมวกไตส่วนนอก
   หน้าที่ : กระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอกให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติ
6.ไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์โมน (Thyroid stimulating hormone) เรียกย่อว่า TSH
    อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมไทรอยด์
    หน้าที่ : กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติ
7.เอนดอร์ฟิน (Endorphin)  เป็นสารที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนพบว่ามีแหล่งสร้างจากต่อมใต้สมอง
    ส่วนหน้า และอาจสร้างจากเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆอีกด้วย เป็นสารที่ทำหน้าที่ระงับความเจ็บปวดและ
    เชื่อกันว่าเอนดอร์ฟีนยังเป็นสารที่ทำให้เรามีความคิดในทางสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มความตื่นตัวมี
    ชีวิตชีวาและความสุข ซึ่งสารนี้จะหลั่งเมื่อเราออกกำลังกายหรือเมื่อเรามีอารมณ์แจ่มใส จึงเรียก
    สารที่หลั่งมานี้ว่า สารแห่งความสุข


ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนกลาง

                จะมีความสำคัญและหน้าที่เด่นชัดเฉพาะในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเท่านั้น โดยทำหน้าที่ผลิตและหลั่งเมลาโนไซต์สติมิวเลติงฮอร์โมน (Melanocyte-stimulating hormone = MSH) จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แทรกอยู่ระหว่าง หนังกำพร้า (Epidermis) และหนังแท้ (Dermis) ให้สังเคราะห์รงควัตถุสีน้ำตาล-ดำที่เรียกว่า เมลานิน (Melanin) นอกจากนั้น MSH ยังทำหน้าที่กระตุ้นให้เมลานินภายในเมลาโนไซต์กระจายตัวออกไปทั่วเซลล์ เป็นให้สีผิวเข้มขึ้น
                ในสัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีผิวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อการพรางตัวได้อย่างรวดเร็วการเปลี่ยนสีผิวดังกล่าวเกิดจากการกระจายตัวของ เมลานินภายในเมลาโนไซต์ซึ่งได้รับการกระตุ้นจาก MSH นั่นเอง
                ในคนต่อมใต้สมองส่วนกลางจะมีขนาดเล็กมาก และจัดเป็นส่วนหนึ่งของต่อมใต้สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่ผลิตและหลั่ง MSH ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ ACTH มาก แต่ไม่มีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน


ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง


                  เจริญมาจากเนื้อเยื่อประสาท ต่อมใต้สมองส่วนหลังเป็นที่เก็บฮอร์โมนสองชนิดที่หลั่งจากของใยประสาทแอกซอน (Axon) ของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ที่ตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสฮอร์โมนจะเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทแอกซอนและมาเก็บไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เมื่อเซลล์ประสาทได้รับการกระตุ้น ฮอร์โมนที่เก็บไว้จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมายเป็นพวกโปรตีนฮอร์โมน

1.วาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน (Antidiuretic hormone) เรียกย่อว่า  ADH

   อวัยวะเป้าหมาย: ท่อหน่วยไตและหลอดเลือดแดง

   หน้าที่: กระตุ้นการดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อหน่วยไตเมื่อปริมาณน้ำในเลือดลดลงจึงควบคุมการเกิด
               น้ำปัสสาวะ 
   ความผิดปกติ : ถ้าขาดจะเป็นโรคเบาจืด จะปัสสาวะบ่อยเนื่องจาก ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับเข้าสู่
                            ท่อได้น้อย
2.ออกซิโทซิน (Oxytocin)
    อวัยวะเป้าหมาย : กล้ามเนื้อมดลูกและกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนม
    หน้าที่ : กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้บีบหรือหดตัวเป็นระยะๆเพื่อให้ทารกคลอด กระตุ้นการหดตัว
                ของกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมทำให้มีการหลั่งน้ำนมเพื่อเลี้ยงทารก

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system)

              เป็นระบบที่สำคัญระบบหนึ่งของร่างกาย  ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ สร้างและหลั่งสารเคมีจำพวกฮอร์โมน (Hormones) แล้วส่งออกนอกตัวเซลล์โดยผ่านทางกระแสเลือด หรือน้ำเหลืองไปยังเป้าหมาย คือ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายใน ร่างกายให้ทำงานประสานกัน โดยอาศัย ฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนจะถูกขนส่งไปสู่ อวัยวะทั่วร่างกาย ต่อมไร้ท่อบางชนิดจะสร้างฮอร์โมนออกมาร่วมทำงานหรือถูกควบคุมการหลั่งโดยระบบประสาท เรียกว่า Neuroendocrine system เช่น ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) เป็นต้น 
ต่อมไร้ท่อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1.ต่อมที่พบอยู่เดี่ยว
2.ต่อมที่กระจัดกระจายหรืออยู่เป็นกลุ่ม (พบอยู่รวมกับเซลล์ต่อมที่เป็นท่อ)